·

งบของพรีเมียมควรตั้งอย่างไร: คิดต้นทุนให้ครบก่อนขอราคา เพื่อไม่ให้งบบานปลายทีหลัง

เวลาฝ่ายจัดซื้อหรือการตลาดตั้งงบของพรีเมียม มักเริ่มจาก “ราคาต่อชิ้น” แต่ต้นทุนจริงของโครงการอาจมากกว่านั้น เพราะยังมี Branding, Sample, Packaging, QC, ค่าขนส่ง และบางโครงการยังมีค่า Stock หรือ Fulfillment ต่อเนื่องอีกด้วย

เริ่มจาก Total Project Cost ไม่ใช่ Unit Price อย่างเดียว

สินค้าราคา 300 บาทต่อชิ้นอาจกลายเป็น 400–450 บาทเมื่อรวมงานปัก กล่อง การ์ด ค่าจัดชุด และขนส่งหลายปลายทาง ดังนั้น Target Budget ควรถูกตั้งในระดับ “งบต่อชุดพร้อมส่ง” หรือ “งบรวมโครงการ” จะช่วยให้ทางเลือกที่เสนอมาเปรียบเทียบได้ตรงกว่า

แยกงบเป็น 6 ก้อนหลัก

  • Product Cost — ราคาสินค้าหรือค่าผลิต
  • Customization — สกรีน ปัก UV Laser หรือเทคนิคอื่น
  • Sampling / Development — ค่า Mock-up, Sample หรือ Tooling บางประเภท
  • Packaging — กล่อง ถุง การ์ด Sleeve และวัสดุกันกระแทก
  • Quality & Logistics — QC, Packing และ Transportation
  • Storage / Fulfillment — หากเก็บและทยอยส่งในอนาคต

จำนวนมีผลต่อโครงสร้างราคา

สินค้าหลายประเภทมี MOQ หรือมีค่า Setup ที่ถูกเฉลี่ยลงเมื่อจำนวนเพิ่มขึ้น ดังนั้นการขอราคา 100, 500 และ 1,000 ชิ้นอาจให้ Unit Cost ที่ต่างกันมาก ควรขอ Price Break เมื่อยังไม่แน่ใจจำนวนสุดท้าย เพื่อใช้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

อย่าใช้ Budget ทั้งหมดกับตัวสินค้า

หากใช้งบ 100% กับ Product ตั้งแต่ต้น จะไม่เหลือพื้นที่ให้ Packaging หรือ QC ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ของชิ้นนั้นดูพรีเมียมขึ้นจริง การกันงบไว้สำหรับ Presentation และ Delivery Experience จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะของสำหรับ VIP หรือผู้บริหาร

เตรียม Contingency สำหรับงาน Custom

โครงการที่มี Artwork ใหม่ สีเฉพาะ วัสดุพิเศษ หรือ Packaging พัฒนาขึ้นใหม่มีความไม่แน่นอนมากกว่าสินค้าสำเร็จรูป ควรเผื่องบและเวลาไว้เล็กน้อยสำหรับการแก้ Sample หรือการเปลี่ยนรายละเอียดก่อนผลิตจริง

เวลาขอราคา ควรบอก Budget หรือไม่?

การให้ Target Budget ช่วยให้ Supplier ตัดตัวเลือกที่ไม่เหมาะออกเร็วขึ้น แต่ควรบอกควบคู่กับ Requirement เช่น จำนวน วัตถุประสงค์ คุณภาพ และสิ่งที่ต้องรวมในราคา ไม่ใช่บอกเพียงตัวเลขแล้วให้เดาว่าต้องการอะไร

Checklist ก่อน Approve Budget

  • ราคานี้รวม Branding แล้วหรือยัง
  • รวมกล่องและ Packaging หรือไม่
  • มี Sample / Setup Fee หรือไม่
  • รวม VAT และ Transportation หรือยัง
  • หากส่งหลายที่ ค่า Fulfillment คิดอย่างไร
  • มี MOQ หรือค่าใช้จ่ายกรณีจำนวนเปลี่ยนหรือไม่

ICORP สามารถช่วยทำ Product Option และ Cost Comparison บนฐาน Requirement เดียวกัน เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อเห็นทั้ง Unit Cost และ Total Project Cost ก่อนตัดสินใจผลิต

ส่งงบประมาณและ Requirement ให้ ICORP ช่วยวาง Product Option →